วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ซื้อมาขายไป กำไรทันที

 

  สวัสดีครับ ว่ากันด้วย ซื้อมาขายไปกำไรทันที  การลงทุนทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องใช้เงินทุนกันทั้งนั้น เพื่อนๆเคยได้ยินคำเชิญชวน แบบประมาณว่า ลงทุน 1 แสนบาท หาทำเลให้ดี 3 เดือนก็คืนทุน โห บางคนบอกว่าน่าทำนะ 3เดือนก็คืนทุนล่ะ ที่เหลือก็กำไรแล้วสิ บางคนก็ โห ตั้ง3 เดือนพึ่งคืนทุน มะเอาดีฟ่า ของแบบนี้มันก็แล้วแต่มุมมองครับ  ไม่มีผิดไม่มีถูกอยู่ที่ความพอใจ และการตัดสินใจของแต่ละคน

  แต่จากประสบการณ์ของผม ผมมองว่าธุรกิจแนวซื้อมาขายไปนั้น ถ้าคิดจะทำสินค้าต้องเป็นสินค้าที่ไม่ต้องมานั่งผลิตเอง เมื่อเราไม่ต้องมานั่งผลิตจะได้เต็มที่กับการขายและการตลาด หลายธุรกิจมีปัญหากับการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจเปิดใหม่ประสบการณ์น้อย ผลิตสินค้ามาขาย เกิดปัญหา ขายไม่ดีก็เลิก ขายดีก็เลิก เพราะเหนื่อยกับการผลิต ( แบบว่าผลิตไม่ทันขาย)

  ดังนั้นธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ว่าจะขายอะไร พยายามลดขั้นตอนการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  ถ้าเพื่อนๆคิดที่จะทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้กำไรเร็วที่สุด คืนทุนเร็ว กำไรเร็ว ยิ่งหัดคิด หัดทำไปเรื่อยๆ เชื่อว่าธุรกิจซื้อมาขายไปของเพื่อนๆ ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน จากเงิน 10,000 จะกลายเป็นเงิน ล้านได้ไม่ยาก

 ดูตัวอย่างง่ายๆ ซื้อมาขายไปของกิน


     บางคนชอบขายของกินเพราะ คนเราต้องกินทุกวัน ขายได้ทุกวัน งั้นขายไรดีเอาง่ายๆล่ะกัน ขายข้าวเหนียวหมูปิ้งล่ะกัน แล้วต้องทำไงบ้างล่ะ ทดลองทำหมักหมู ทำข้าวเหนียว จนรสชาติ ok ล่ะขายได้เลย (บางเจ้ารสชาติและความสะอาดไม่ ok ยังขายได้เลย) เช้ามาต้องซื้อหมู หั่นหมู หมักหมู นึ่งข้าวเหนียว เสร็จ ออกไปตั้งร้านขายได้ล่ะ ขายเสร็จ แยกทุน กำไร และวนเวียนกลับไปทำเหมือนเดิมในทุกวัน

    และอีกคนขายข้าวเหนียวหมูย่างเหมือนกัน เขาหาเจ้าที่ขายส่ง ที่รสชาติดี เนื้อหมูเสียบไม้ให้เสร็จ พร้อมข้าวเหนียวนึ่งเสร็จ มาถึงปิ้งขายได้เลยไม่ต้องมานั่งผลิต กำไรก็พอกันกับทำเองแต่ประหยัดเวลาและลดความเหนื่อยลงไปได้มากกว่าครึ่ง

   เห็นไหมครับว่าธุรกิจซื้อมาขายไป แบบไม่ต้องมานั่งผลิตนั้นสะดวกและกำไรเร็วกว่าเยอะเลยครับ

จะดีไหมครับถ้าเพื่อนๆมีสินค้าให้เลือกทำ ธุรกิจซื้อมาขายไป มากมายตามความถนัด ลงทุนน้อย กำไรเยอะ แถมไม่ต้องมานั่งผลิตให้เมื่อยตุ้ม และที่สำคัญไม่ใช่หมูปิ้งนะครับ 555



                                                                                                                                  M.R. K



วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขายอะไรได้กำไรดี

   ขายอะไรได้กำไรดี


    อาจจะฟังดูง่ายกว่า ขายอะไรดี เพราะขายอะไรกำไรดี ยังเจาะจงว่า ขายแล้วได้กำไรดี  ดีกว่าสินค้าขายดีแต่ไม่มีกำไร  555 งงไหมครับ  ยกตัวอย่างครับ

    ลูกค้าผมขายของที่ตลาดนัดกลางคืน พี่เขาขายนาฬิกา LED ร้านข้างๆขายสินค้า ทุกอย่าง 20 บาท พี่เขาสังเกตุว่า ร้านข้างขายไม้แขวนเสื้อ 20 บาท 1 ห่อ มี 5 ชิ้น ขายดีมีลูกค้าซื้อเรื่อยๆ ส่วนร้านพี่ที่ขายนาฬิากา LED คนเดินเข้ามาถาม นานๆคน แต่ก็มีมาเรื่อยๆ



   พี่เขาสนิทกับร้าน ขาย 20 บาท ข้างๆเพราะเจอกันที่ตลาดนัดบ่อย พอตลาดปิดต่างคนต่างทยอยเก็บของ  พี่เขาเลยพูดแซวๆไปว่า โหพี่ขายดีจังนะครับ   พี่ร้าน 20 บาท ก็บอกว่า ขายได้ ประมาณ 50 - 60 คน พี่เขาเลยถามกลับว่า วันนี้ขาย นาฬิกาได้กี่เรือน พี่เขาก็ตอบไป ว่า 3 เรือนครับพี่ ขายไม่ค่อยดี ครับ

   ถ้าดูแบบนี้แล้วก็เห็นๆกันอยู่ว่าสินค้าอะไรขายดีกว่ากัน ไม้แขวนเสื้อขายดีกว่า นาฬิกา LED อยู่แล้ว 60 / 3 นาฬิกา แพ้ขาด แต่ถ้าเรามองลึกลงไปกว่านั้น ไม้แขวนเสื้อขายได้ 60 ห่อ 60 x 20 = 1,200 บาท กำไรประมาณ 600 บาท เป็นกำไรของร้านขายไม้แขวนเสื้อวันนั้น ส่วนร้านขายนาฬิกา ขายได้ 3 เรือน 990 บาท /เรือน ขายได้ 3 เรือน =2,700 บาท กำไรเรือนล่ะ 500 บาท 3 เรือน กำไร 1,500 บาท ในวันนั้น



   พอจะเห็นภาพไหมครับ ขายอะไรได้กำไรดี กับ อะไรขายดี เพราะสินค้าบางอย่างขายดีแต่กำไรน้อย แต่สินค้าบางอย่าง ขายได้น้อยแต่กำไรดี

     สุดท้ายก็หวังว่าเพื่อนๆหาสินค้าที่เป็นพระเอกได้ และหาแหล่งขายได้ ก็ขอให้สินค้าของเพื่อนๆเป็น สินค้าขายดีกำไรดี รวย เร็วๆ กันทุกคนนะครับ สวัสดีครับ


                                                                                                    M.R. K

มาติดตามและมาค้นหาสินค้าขายดีด้วยกันที่





วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป

ธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป 



    สวัสดีครับ เพื่อนๆที่อยากทำธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป  พูดถึงตอนที่เราหาสินค้ามาขาย สถานที่อันดับแรกๆที่เพื่อนๆจะหาสินค้ามาทำ ธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป  จะคิดถึง แหล่งขายส่งที่เราจะหาสินค้ามาขายกัน ก็น่าจะเป็น ตลาดสำเพ็ง ตลาดประตูน้ำ ถ้าเป็นของสด ผลไม้ ก็ตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง

  นอกนั้นก็แล้วแต่ว่าใครจะหาร้านที่ขายส่งได้ราคาถูก สินค้ามีคุณภาพ ถ้าใครหาร้านแบบนั้นเจอก็เหมือนเจอ บ่อเงิน บ่อทองดีๆนี่เอง เพราะ เท่ากับว่า เราจะทำกำไรจากการขายได้มากขึ้นนั้นเอง และลดความเสี่ยงจากการขายสินค้าไม่ออก เพราะสุดท้าย ถ้าเราพลาด สินค้านั้นขายไม่ออก เรายังลดล้างสต็อก เพื่อเอาทุนคืนได้อย่างไม่เจ็บตัวมาก



   ลองคิดดูเล่นๆสินค้าราคาขายปลีก 500 บาท รับมาจากร้านขายส่งได้ราคา 350 บาท กำไร 150 บาท แต่ถ้ารับจากร้านขายส่งอีกร้านนึงมาได้ 250 บาท ก็จะขายปลีกได้กำไร 250 บาท เพิ่มขึ้นมา 100 บาท เลยทีเดียว การที่เราเสียเงินลงทุนเพื่อจะทำธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป ทุกคนคาดหวังกำไรจากการขายกันทั้งนั้น ถ้าขายแล้วไม่ได้กำไรหรือกำไรน้อยเกินไป แล้วจะเสียเวลาทำไปเพื่อ?




    ดังนั้นเมื่อเราคาดหวังกำไรจากการทำ ธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป  เราก็ต้องคิดถึงความคุ้มค่าของกำไรที่เราจะได้ เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง เหมือนพนักงานทำงานประจำ ค่าแรงแต่ละคนไม่เท่ากัน ขั้นต่ำ 300 บาท/ 8 ชั่วโมง ระดับที่สูงขึ้น ก็อาจจะ 1,000 บาท / 8 ชั่วโมง ค่าแรงขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและความสามารถ แต่พ่อค้า นักธุรกิจ ค่าแรงขึ้นอยู่กับกำไรของสินค้า และความสามารถในการขาย ถ้าสินค้ากำไร 250 บาท + วิธีทางการตลาด ใน 1 วันขายไดเฉลี่ย 10 สินค้าต่อวัน = รายได้ต่อวัน 2,500 บาท บริหารจัดการดีๆมีเวลาเหลือ คุณก็จะมีทั้งเงิน และเวลา ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจส่วนตัว ซื้อมาขายไป


   การเป็นพนักงานประจำ รายได้จะถูกจำกัดตามระดับขั้นตำแหน่ง ต่อให้ขยันแค่ไหนก็อาจจะได้มากกว่าเดิมนิดหน่อย แลกกับกำลังกายกำลังสมอง ของเรา เวลาของเรา แต่พ่อค้านักธุรกิจนั้นรายได้ไม่จำกัดแต่ต้องมีความสามารถและหาความรู้และเทคนิคใหม่ๆอยู่เสมอ

    ผมชอบประโยคคำพูดจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่อากงพูดกับหลานชาย ขณะนั้นหลานชายของเขาทำงานบริษัทแห่งหนึ่งที่มั่นคง เงินเดือน 40,000 กว่าบาท อากงพูดว่า ลื้ออยากรวยไหม หลานตอบว่า อยากสิครับ อากง ใครๆก็อยากรวยกันทั้งนั้นแหละ อากงพูดว่า เอางี้ อากงมีเงินอยู่ 100 ล้านบาท หลานชาย โห อากง มีเงินตั้งเยอะ อางกงพูดว่า อั้วจะให้ลื้อ

    แต่มีข้อแม้ ''หลานชาย'' ข้อแม้อะไรหรือครับ อากงบอกว่า อั้วจ้างลื้อ 100 ล้านบาท ให้ลื้อไปตัดแขนขวา ออกข้างนึง หลานชายคิดหนัก และเวลาไม่นาน ก็มาบอกกับอากงว่า ผมไม่เอาดีกว่า ได้เงิน 100 ล้านแต่ต้องเสียแขนไปข้างนึง ผมว่ามันไม่คุ้มอ่ะ ครับ ต้องแขนด้วนไปตลอดชีวิต แต่ลื้อรวยเลยนะ อากงย้ำ ไม่เอาครับ ถ้าต้องแลกกับแขนข้างนึง ผมไม่เอา อากงก็เลยพูดว่า อั้วไม่เข้าใจลื้อเลย 100 ล้านบาท ลื้อไม่เอาบอกว่าไม่คุ้ม แต่ลื้อให้บริษัทจ้างลื้อ 40,000 บาท/ ด มันไม่ได้เอาแต่แขนลื้อไปนะ มันเอาเวลาของลื้อ ร่างกายและสมอง ของลื้อ ไป เกือบทั้งหมด ทำไมลื้อถึงยอม ทั้งๆที่อากงมองว่า มันไม่เห็นคุ้มเลย ........ มาถึงตรงนี้ เข้าใจสิ่งที่อากงจะบอกไหมครับ.............  น่าคิดนะครับ

                                                                                                                   M.R.  K





วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อยากรวย นิยามแห่งความรวย

อยากรวย นิยามแห่งความรวย

    พูดถึงความรวยนั้นจะมีใครบ้างไหม ที่พูดว่าฉันไม่อยากรวย หรือ ฉันรวยพอแล้ว ก็คงมีบ้างนะครับแต่คงเป็นส่วนน้อย จริงอยู่เงินไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง แต่แทบทุกอย่างส่วนมากซื้อได้ด้วยเงิน อ่ะเห็นไหมครับนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราๆทุกคนจึงอยากรวย

   นิยามแห่งความรวย คนเราชีวิตแต่ล่ะวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่วางแผนให้กับชีวิต ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ก็เหมือนอยู่ไปวันๆเพื่อรอวันตาย ดังนั้นวันนี้เรามีชีวิตอยู่แล้วอยากจะรวยก็ต้องวางแผน นิยามแห่ความรัก เอ้ย นิยามแห่งความรวยของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป




   บางคนบอกว่า ฉันรวยแล้วมีเงิน 10 ล้านบาท อีกคนบอกฉันรวยแล้วมีเงิน 3 ล้านบาท และอีกคนเดินมาบอกว่า ฉันรวยแล้ว มีเงิน 1 แสนบาท! อ้าวทำไมคนสุดท้ายมันบอกว่ารวยทั้งๆที่มีเงิน 1 แสนบาท! น้อยกว่า 2 คนแรกตั้งเยอะ เคยเห็นหรือเคยได้ยินไหมครับ บางคนมีเงินเป็น ร้อยล้าน พันล้าน ก็ยังต้องการมากขึ้นไปอีกแบบว่า รวยยังไม่พอ จะรวยหรือไม่รวยขึ้นอยู่กับนิยามความรวยของแต่ละคน ทุกคนรวยได้หมดครับ ถ้าใช้คำนิยามของพ่อหลวงของเรา คือ ความพอเพียงและเพียงพอ


   แล้วเท่าไหร่ล่ะครับถึงจะพอถึงจะรวย

    ในแต่ล่ะวันแต่ละคนใช้เงินในการดำเนินชีวิตต่างกัน บางคนไม่กี่ร้อย บางคนหลายพันหลายหมื่นและก็ยังมีอีกหลายคนใช้ไม่ถึง ร้อยบาท เป็นเพราะรายได้แต่ล่ะคนต่างกัน สภาพสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนอยู่ในเมืองทำงานใช้เงินซื้อของกิน คนอยู่บ้านนอกปลูกผักเลี้ยงปลา แทบไม่ต้องใช้เงิน ดังนั้นความรวยแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน

    สูตรคำนวณความรวยง่ายๆที่ผมใช้ คนเรามีอายุเฉลี่ยประมาณ 68 -80 ปี งั้นเฉลี่ยซัก 75 ปีละกัน คุณอายุเท่าไหร่? สมมุติ 30ปี กว่าจะถึง75ปี คุณมีเวลา 45ปี คิดเป็นเดือน 540 เดือน คิดเป็นวันก็ประมาณ 16200 วัน ถึงจะตาย นั้นคือเวลาที่คุณมี อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับยมบาลล่ะ


   ใน 1วัน คุณคิดว่าคุณจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถึงจะพอกับการใช้ชีวิตของคุณ สมมุติ 1000 บาท เอาไป × กับจำนวนวันที่ต้องมีชีวิตอยู่ 16200 × 1000 = 162000000 บาท เผื่อเงินเฟ้อและอื่นๆ × ด้วย 2 =32400000 บาท นั้นคือเป้าหมาย ในชีวิตการเงิน ถ้าหาเงินจำนวนนี้ได้เร็วเท่าไหร่เวลาที่เหลือก็จะเป็นกำไรชีวิตทันที


    ดังนั้นเมื่ีอเรามีเป้าหมายการเงินแล้ว ทีนี้ก็ต้องค้นหาวิธีที่จะหาเงิน วิธีที่จะทำให้รวย คุณอาจพูดว่า พูดเหมือนทำง่ายๆเลยนะ ผมก็จะตอบว่า ก็เพราะมันไม่ง่ายสิครับ จึงต้อง วางแผน วางเป้าหมาย จะสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยคุณก็มีเป้าหมาย อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ หลายคนที่ผมรู้จักชีวิตเริ่มจาก 0 แต่วันนี้เขามีถึงขนาดที่ตัวเขาเองไม่กล้าคิดเลยเมื่อก่อน ว่าเขาจะมีได้ขนาดนี้ แล้ววันนี้คุณมีนิยามความรวยของคุณรึยัง?






ขายส่งอะไรดี

ขายส่งอะไรดี


   ขายส่งอะไรดีเป็นเหมือนประโยคคำถาม ที่หลายคนอยากรู้คำตอบแต่จริงๆแล้ว ขายส่งอะไรดีเป็นเหมือนคำถามโลกแตก ที่มันหาคำตอบที่แท้จริงไม่ได้ เพราะต่อให้คุณรู้ว่าสินค้าขายส่งตัวนั้นขายได้ดีถล่มทลายจนคุณอยากตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจขายส่งตัวดังกล่าวทันที

     แต่โปรดอยากให้หยุดคิดก่อนที่จะลงทุนสักนิดครับว่า สินค้าที่เขาขายดีนั้นไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราขายสินค้าเหมือนเขาแล้วเราจะขายได้ดีเหมือนเขา เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวในซอยบ้านเพื่อนคุณขายดี คุณเลยลงทุนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวในซอยของคุณบ้าง คุณคิดว่าคุณจะขายดีเหมือนเขาไหมครับ พอจะเห็นภาพไหมครับ


    มันมีหลายปัจจัย มีหลายองค์ประกอบ ถ้าเป็นเรื่องของก๋วยเตี๋ยว รสชาติอร่อยไหม ทำเลอยู่ที่ไหนคนเยอะไหม การบริการ ความสะอาด ประชาสัมพัน ฯลฯ หรือก่อนหน้านี้กระแสกีต้าตัวเล็ก อาคูเลเล่ มาแรงมากวัยรุ่นอยากเล่นกันทั้งบ้านทั้งเมือง ร้านค้าหลายร้านลงทุนซื้อมาขายกันเยอะแยะหลายร้านก็ขายดีและอีกหลายร้านก็เจ๊งของเหลือ และร้านที่เจ๊งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทซื้อมาขายตามกระแสทั้งๆที่เจ้าของร้านเองยังเล่นกีต้าไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ




   ดังนั้นการที่คุณคิดที่จะทำธุรกิจขายส่ง คุณต้องคิดและเข้าใจธุรกิจขายส่งที่คุณจะทำใหดีเสียก่อน (วิเคราะห์ SWOT )ก่อนที่คุณจะลงทุนทั้งเงิน เวลา และความทุ่มเท คุณควรวางแผนธุรกิจจำลอง ขายส่งในกระดาษ เขียนมันออกมา ทั้งข้อดี ข้อเสีย โอกาสอุปสรรค์ เขียนออกมาให้หมด แล้วลองคิดแบบไม่เข้าข้างตัวเอง

     สรุปออกมาแต่ละข้อ ท้ายสุดคุณจะได้รู้ว่า ธุรกิจขายส่งที่คุณคิดนั้น จะประสบความสำเร็จได้แค่ไหน และมันคุ้มค่ากับการที่คุณจะลงทุนหรือปล่าว กระดาษใบนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของธุรกิจขายส่งของคุณเลยก็ได้ครับ

สินค้าขายส่งของลูกค้า



วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ




    สวัสดีครับ วันนี้จะมาพูดคุยกันแบบบ้านๆ เกี่ยวกับ ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ คำว่าธุรกิจส่วนตัวอาจเป็นคำที่ดูใหญ่โตสำหรับบางคน แต่จริงๆแล้วธุรกิจใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จ ก็เริ่มต้นจากการค้าขายเล็กๆกันทั้งนั้นครับ จะเห็นได้จากตัวอย่างเจ้าสัวที่ดังๆ เมื่อก่อนก็เสือผืนหมอนใบกันทั้งนั้นครับ  แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปการค้าขาย ธุรกิจต่างๆก็เปลี่ยนแปลงตามการเวลา การทำธุรกิจส่วนตัวจะมาทำแบบเมื่อก่อนก็คงช้ากว่าคนอื่นๆ หรือ (คุณจะลองแบบเสื่อผืนหมอนใบ ก็ไม่ว่ากันครับ)



ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ กับ ทำเลค้าขาย




     เมื่อก่อนใครมีที่หรือห้องแถว ที่เป็นทำเลค้าขายได้ถือว่าได้เปรียบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ หน้ามหาลัย ,ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว,ใกล้ห้าง,หรือเป็นที่ที่มีผู้คนต้องผ่านเยอะแยะในแต่ล่ะวัน เป็นความได้เปรียบที่คุณจะขายอะไรก็ได้ที่เหมาะสมกับทำเลที่คุณอยู่ อาจเป็น อาหาร ,เสื้อผ้า,ของกินของใช้ โอยเยอะแยะ สุดท้ายถ้าขายไม่เก่งหรือไม่มีเวลา ก็ยังปล่อยเช่าให้คนอื่นขายได้อีก 

แต่ถ้าเราไม่มีทำเลของตัวเอง ทุนไม่เยอะ เราก็ต้องหาทำเลค้าขายดีๆ จุดเริ่มต้นคือ...

ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ กับ ตลาดนัด 


    
    ตลาดนัดเป็นแหล่งรวบรวบผู้คนเยอะแยะมากมายหมุนเวียนเปลี่ยนวันกันไป เป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้าอย่างเราๆต้องเสาะหาว่าที่ไหนเปิดปิดเวลาไหนค่าเช่าเท่าไหร่ และควรนำสินค้าอะไรมาขาย ลูกค้าผมหลายคน ขายตามตลาดนัด วันนึง 2 ที่บ้าง มีทั้งตลาดเช้า ตลาดกลางคืน ตลาดออฟฟิศ ผมเคยแอบถาม รายได้ ลูกค้าผมบางคน เงินเดือนผู้จัดการยังอาย ครับ ขยันจริงๆนะคุณช้าง แอบออกสื่อ แซวเล่นครับ รู้ว่าต้องเข้ามาอ่านแน่ๆ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจค้าขายตลาดนัด ลองค้นหาทำเล ได้ที่ http://www.thaifranchisecenter.com ครับ

แต้ถ้าเพื่อนๆไม่มีเวลาที่จะไปค้าขาย หรือไม่สะดวก ไม่มีรถ พูดไม่เก่ง หรืออื่นๆ ไม่ต้องกลัวครับ ยุคนี้อยู่บ้านก็ขายของได้ครับ 

ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ กับ อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) 



    ครับอย่างที่บอกไว้ครับ ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป การค้าขายหรือทำธุรกิจก็เปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่คิดพัฒนาคนอื่นเขาก็พัฒนา สุดท้ายคุณก็จะตามเขาไม่ทัน ในยุคที่ประเทศไทยกำลังมีอินเตอร์เนตความเร็วสูง 3 G (ประเทศอื่นมีมานานแว้ว)  ร้านค้าขายออนไลท์ อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) จะเข้ามามีบทบาทกับผู้คนเป็นอย่างมาก มีบทบาทอย่างไง ผมจะอธิบายง่ายๆนะครับ แม่พาลูกเดินเล่นที่ห้างผ่านร้านของเล่น เด็กร้องไห้อยู่หน้าร้าน บอกว่า หนูจะเอาๆ หนูจะเอาๆ จนบางครั้งแม่ต้องยอมซื้อให้ 
แต่สำหรับ ร้านค้าขายออนไลท์ อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ขายของเล่น คุณลูกๆก็จะเปิดเจอร้านของเล่นจาก มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ เด็กร้องไห้อยู่หน้ามือถือหรือคอมพิวเตอร์ บอกว่า หนูจะเอาๆ หนูจะเอาๆ  จนคุณแม่ต้องยอมสั่งซื้อ แล้วโอนเงิน และรอรับสินค้า 1 -2 วัน เหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นจริงๆครับ เกิดขึ้นกับผมบ่อยๆ คุณแม่ๆ โทรมาสั่ง ปืนฉีดน้ำกับผมบอกลูกเจอในเนต ให้ซื้อให้หน่อย ร้องจะเอาให้ได้ เห็นไหมครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น การค้าขายแบบเดิมๆไม่พอสำหรับยุคนี้แล้วครับ 

ถ้าคุณขายของที่ตลาดนัดย่านรังสิต ลูกค้าคุณก็จะเป็นคนแถวๆนั้นหรือใกล้เคียงมาซื้อของคุณ  แต่ถ้าคุณขายของ เปิด ร้านค้าขายออนไลท์ อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) คุณจะได้ลูกค้า เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ซึ่งระยะทางไม่เป็นอุปสรรค ต่อการค้าขายอีกต่อไปครับ 

สนใจ  คลิกดูการแนะนำการ เปิดร้านขายของแบบง่ายๆทำได้จริง เปิดร้านขายของออนไลท์


ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ กับ ร้านขายส่ง



  ร้านขายส่งเป็น ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ ที่นำสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง มาจำหน่ายขายต่อให้กับร้านขายปลีกทั่วไปโดยการสั่งซื้อต้องเป็น LOT ใหญ่พอสมควร ต้องเน้นขายจำนวน เช่น ขั้นต่ำ 10 กล่อง ราคา 100 บาท/กล่อง 30 กล่องเหลือ 90 บาท/กล่อง 50 กล่องเหลือ 80 บาท/ กล่อง  ส่วนลูกค้า ก็จะนำไปขายต่อ รับมา 100 บาท อาจนำไปขาย 150 - 250 บาท ซึ่งถ้าเขาขายดีเขาก็จะกลับมาซื้อสินค้าจากคุณใหม่อยู่เรื่อยๆ การทำตลาดก็นำสินค้าไปเสนอตามร้านขายปลีกต่างๆ ให้เยอะที่สุด เท่าที่คุณจะทำได้ด้วยทุนที่มีอยู่ครับ

สนใจคลิกดู ตัวอย่าง การขายสินค้าขายส่ง


ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ 

สรุป ธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะมีแนวทางการค้าขายแบบไหน ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ?  สินค้าที่คุณจะขายคือไร? และ ต้นทุนสินค้าที่จะนำมาแข่งขันกับตลาดได้ ถ้าคุณมีสินค้าที่ขายดีแต่กำไรน้อยเกินไป แล้วคุณจะขายทำไมอ่ะครับ เหนื่อยปล่าวๆ 

แล้วถ้าผมถามว่าจะดีไหมถ้าคุณมีไอเดียสินค้าใหม่ๆอยู่เสมอ พร้อมต้นทุนสินค้าที่สามารถทำกำไรได้ไม่ยาก สนใจไหมครับ

                                                                               แค่สมัครรับข้อมูลข่าวสารจากผมไงครับ

                                                                                                 ขอบคุณครับ  K.












วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายอะไรดี ไอเดีย 1




ขายอะไรดี ไอเดียที่ 1


   สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ร่วมอาชีพค้าขายทุกคน เป็นไงบ้างครับช่วงนี้ขายของกันดีรึป่าว ก่อนหน้านี้ฝนตกพายุเข้าจนคิดว่าน้ำอาจจะท่วมอีก มาถึงตอนนี้ก็สบายใจกันได้ว่าน้ำคงไม่ท่วมแน่นอนและอีกไม่นานหน้าหนาวก็จะเข้ามาแล้วคงไม่นานเกินรอ


   อ่ะมาว่าเรื่องของเรากันดีกว่านะครับ วันนี้ผมจะมาพูดคุยกับเพื่อนๆเรื่อง จะขายอะไรดี หลายๆครั้งที่เราคิดว่าอยากขายสินค้าอะไรซักอย่าง ที่มันขายได้ และได้กำไรดี  จะขายอะไรดีน้า (นั้นนะสิผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน)

  ส่วนตัวผมเองคิดว่า ทุกๆอย่างขายได้หมดครับ ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าที่คุณขาย คุณขายอะไร คุณขายที่ไหน ราคาเท่าไหร่ คุ่แข่งเยอะไหม และอื่นๆ ต่อให้คุณมีสินค้ายอดนิยมอยู่ในมือแต่ถ้าคุณอยู่ผิดที่ผิดเวลาก็ไม่สามารถขายได้

  สังเกตของเก่าที่เอามาเปิดท้ายหลายๆอย่างขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ สิงที่เราไม่ต้องการหรือคิดว่าไม่น่าจะขายได้แต่ก็ยังมีคนต้องการ แต่สิงที่น่ากลัวคือ สิ่งที่เราคิดว่าต้องขายดีแน่ แต่พอขายจริงๆกลับขายไม่ค่อยได้ เพราะเราคิดเองเออเองว่าเราชอบคนอื่นก็ต้องชอบ


การมองโลกและจินตนาการณ์ในการขายสินค้า



การขายสินค้าต้องคิดและหาโอกาสอยู่เสมอ ผมชอบเรื่องเล่าเรื่องนึงมากเลยครับ เรื่องก็มีอยู่ว่า

 บริษัทรองเท้าแตะขนาดใหญ่ ได้ขยายและทำการวิจัยเพื่อทำตลาดรองเท้าแตะ ได้ส่งทีมงานไปวิจัยตลาดที่ประเทศแถบแอฟริกา โดยจัดส่งไป 2 ทีม เมื่อสำรวจตลาดเสร็จก็กลับมารายงานบริษัท เพื่อบริษัทจะได้ตัดสินใจว่าจะลงทุนทำตลาดกับตลาดแอฟริกาดีไหม

  ทีมแรกกลับมารายงานด้วยอาการเซ็งๆ  แล้วสรุปว่าไม่ควรลงทุนขายรองเท้าแตะในตลาดแอฟริกา โดยให้เหตุผลว่า ตั้งแต่เข้าประเทศแถบแอฟริกา เห็นประชาชนผู้คนที่นั้นส่วนใหญ่ ไม่มีใครใส่รองเท้าแตะเลยเดินเท้าเปล่ากันเป็นแถว ขนาดผู้นำหมู่บ้าน เดินมาเท้ายังติดโคลนมาเลย เราคงเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมของเขาได้ยาก นั้นคือเหตุผลที่ ทีมแรกกลับมารายงานผลวิจัย  แล้วก็กลับไป

วันถัดมาทีมที่ 2 กลับมาถึง ก็เข้ามารายงานบริษัท ด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น แล้วบอกว่าต้องรีบลงทุนตลาดแอฟริกาโดยด่วนเลย !

ผู้จัดการบริษัทถามกลับไปว่าทำไมต้องรีบครับ

ทีมที่ 2 ตอบ เหตุผลแบบตื่นเต้นเช่นเคยว่า ตั้งแต่ผมเข้าประเทศแถบแอฟริกา เห็นประชาชนผู้คนที่นั้นส่วนใหญ่ ไม่มีใครใส่รองเท้าแตะเลยเดินเท้าเปล่ากันเป็นแถว ขนาดผู้นำหมู่บ้าน เดินมาเท้ายังติดโคลนมาเลย ถ้าเราผลิตรองเท้าแตะต้นทุนต่ำ แล้วไปนำเสนอ บริษัทของเราต้องกำไรมหาศาลแน่ๆ เราต้องรีบทำก่อนที่คู่แข่งของเราจะผลิตและขายตัดหน้าเราไปนะครับ

เห็นไหมครับว่า การมองโลกและจินตนาการณ์ในการขายนั้นสำคัญมากเลยนะครับ โอกาสนั้นมีอยู่เสมอสำหรับคนที่มองหาและมองเห็นโอกาสนั้น


แล้วจะขายอะไรดีล่ะ 


คนส่วนใหญ่จะแนะนำว่าขายหรือทำในสิ่งที่เราถนัดสิ่งที่ชอบสิครับ แต่ตรงนี้ผมกลับคิดต่างนะครับเพราะเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า

เราถนัดอะไรชอบอะไร? แล้วสิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เราชอบอยู่นั้น  มีคนทำอยู่ไหม? ถ้ามีคนทำอยู่? เราทำได้ดีกว่าเขาไหม? ถ้าสรุปแล้วเราทำได้ดีกว่าในหลายด้าน และมีโอกาสที่จะเติบโตได้ ก็น่าทำครับ

แต่ถ้าความถนัดความชอบของเรา คือสิ่งที่คนอื่นๆเขาก็ถนัดเหมือนกัน หรือ เก่งกว่าเราด้วยซ้ำ ก็จงคิดให้ดีก่อนที่จะทำครับ

แต่ส่วนตัวผมอยากแนะนำว่า ทำในสิ่งที่เราไม่ถนัดครับ! (อ้าวทำไมล่ะ)

เพราะไม่มีใครเกิดมาแล้วทำอะไรได้เก่งหรือถนัดได้ทันทีต้องเรียนรู้กันทั้งนั้น ทำไปบ่อยๆ เรียนรู้บ่อยๆ ก็เก่งและถนัดขึ้นมาเอง แล้วถึงเวลานั้นคุณก็จะเก่งในเรื่องที่คนอื่นเขาไม่ถนัดหรือทำไม่ได้ คุณก็จะโดดเด่นขึ้นมาเอง

ยิ่งคุณหัดทำในสิ่งที่คุณไม่ถนัดบ่อยๆใช้เวลากับมันบ่อยๆคุณก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นความถนัดและความชำนาญ ที่คู่แข่งตามคุณไม่ทันไงครับ


                                                    หวังว่าคงเป็นไอเดียเล็กๆน้อยๆกับเพื่อนได้นะครับ



                                                                                                                  M.R. K